แรกสัมผัสกำแพงเบอร์ลิน จะบอกอย่างนี้ก็ไม่ผิด ถึงแม้จะมาที่เบอร์ลินหลายรอบ แต่ยังไม่เคยได้มีโอกาสได้มา touch สัมผัส จับต้อง กำแพงเบอร์ลินแบบเต็มๆ สักที กำแพงส่วนนี้ถูกเรียกว่า East Side Gallery การเดินทางมาที่ East Side Gallery นี้ เราสามารถนั่ง S-Bahn สาย S3, S5, S7, S9 แล้วมาลงที่ Ostbahnhof หรือ Warschauer Str. ก็ได้ แต่ถ้าจะเลือกนั่ง U-Bahn ก็ขึ้นสาย U1, U15 มาลงที่ Warschauer Str. ค่ะ แล้วเดินต่อไปอีกสัก 500 เมตร ก็จะถึง East Side Gallery
East Side Gallery เป็นส่วนของกำแพงเบอร์ลินที่ไม่ได้ถูกทำลาย มีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร ที่นี่เป็นเหมือน open gallery [...]
หลังจากที่เดินพ้นจาก Brandenburger tor มาแล้ว ถ้าเราเลี้ยวทางขวาจะไปยังรัฐสภาของเยอรมันหรือ Bundestag แต่ถ้าเราเลี้ยวซ้ายจะตรงไปเราจะได้เจอยัง Postdamer plazt ซึ่งเป็นที่ตั้งของตึกหน้าแปลกตึกหนึ่ง นั้นคือ Sony tower นั้นเอง
แต่ก่อนที่เราจะเดินมาถึง Sony tower ที่ Potsdamer platz เราจะผ่าน ลานที่มีแท่นหินรูปร่างคล้ายโรงศพเรียงกันเป็นแนวบนลานต่างระดับ เป็นร้อยๆ แท่น ตรงนี้คือ อนุสรณ์ที่รำลึกถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือ Holocaust Memorial ในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเอง อยากเล่าว่าครั้งแรกที่เรามาเจอตรงนี้ เป็นกลางคืน แล้วเราก็เดินผ่านไปแบบงงๆ โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เห็นแต่แท่นหิน เรียงเต็มไปหมด ตอนกลางคืนตรงนี้จะเงียบมาก แทบจะไม่มีคนเลย ทั้งๆ ที่มันอยู่กลางเมือง แอบหลอนตัวเองอีก
พอเดินมาถึง Potsdamer platz เราจะเจอ ตึก 2 ตึกที่รูปร่างแปลกๆ นั้นคือ ตึก D-Bahn [...]
เบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมันและเป็นที่แรกในเยอรมันที่เรามาถึง นั่งเครื่องไปลงที่สนามบิน Tegal ตอนนั้นยังไม่รู้อะไรเลย ลงเครื่องมาแบบงงๆ ซ้าย ขวา จะไปทางไหนดี เงินเหรียญก็ไม่มีจะหยอดรถเข็นกระเป๋า พอดีเจอป้าคนไทยคนหนึ่ง ใจดีมาก เขาให้ยืมเหรียญและช่วยโทรหาอาจารย์ให้ ถ้าวันนั้นไม่ได้ป้าเขา เราก็คงแย่ หลังจากเจออาจารย์ทุกอย่างก็ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว อาจารย์ท่านขับรถพาดูในเมืองรอบหนึ่ง พร้อมกับพูดเล่นว่า “พาดูเมืองใหญ่สักรอบก่อน เพราะเดี๋ยวเราจะกลับไปบ้านนอกกันแล้ว ฮาๆ” และนั้นก็เป็นครั้งแรกในเบอร์ลิน
หลังจากทำงานมาได้สักพัก ทางสถาบันก็มีการจัด workshop เกี่ยวกับ bioinfomatics เราถูกจัดให้ไป workshop เป็นเวลา 1 อาทิตย์ ที่ HUMBOLDT-UNIVERSITÄT ZU BERLIN กรุงเบอร์ลิน แอบดีใจเล็กๆ จะได้ไปเที่ยว แต่ก็โว้งเว้งตอนที่ต้องเดินทางคนเดียวนี้แหละ ต้องเดินทางออกจากที่พักตั้งแต่เช้าเพื่อไปถึงรถไฟ แต่มันก็มีปัญหาจนได้ เพราะช่วงนั้นถนนที่เข้าเมืองดันมีการซ่อมแซม ทำให้เราไปถึง สถานีช้าไปจากกำหนดเดิม 5 นาที ซึ่งนั้นควรเป็นเวลาที่เราใช้ในการเดินไปถึงรถไฟที่จะไปเบอร์ลิน นาทีนั้นรู้เลยว่าเวลาแต่ละนาทีมีค่ามาก ไฟแดงมันก็แดงน๊านนาน ส่วนรถจะติดอะไรนักหนา คนขับทำไมขับช้าอย่างนี้ๆๆ ลุง ได้แต่นั่งคิดทำอะไรไม่ได้ พอรถจอดที่ Bahnhof เราลงจากรถแล้ววิ่งแบบไม่คิดชีวิตเพื่อไปขึ้นรถไฟ [...]
“ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว
ยังนอนดึกอยู่ใช่ไหม เธอผอมไปหรือเปล่า อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง”
ช่วงนี้ฝนตกปล่อย เวลาที่ฝนตกแล้วเรามองออกไปนอกหน้าต่าง ก็ทำให้ใจลอย คิดถึงบ้านได้ทุกครั้ง
ที่บ้านคงฝนตกอย่างนี้เหมือนกัน พอฝนตกแล้วอากาศจะเย็นๆ นอนหลับสบาย
มีเสียงกบ อึ่งอ่าง ร้องระงมอยู่ในนา แต่ที่นี่ไม่เห็นจะได้ยินอะไรเลย ฝนตกก็เงียบ หิมะตกก็เงียบ คนที่นี่อยู่กันแต่ในบ้าน
ยกเว้นวันที่แดดดีดี จะออกมาเดินตากแดด เหมือนว่ามันเป็นเวลาที่มีค่ามากมาย ช่วงหน้าร้อนสั้นกำลังจะหมดลง
อากาศที่เริ่มจะเย็นลงบอกว่า อีกไม่นานใบไม้คงจะล่วง(อีกแล้ว) จากนั้นหน้าหนาวก็จะมาอีกครั้ง
The time runs too fast! มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ บางทีเราก็ใช้ชีวิตเพลินๆ ไปวันๆ พอมีเวลาก็หยุดคิดว่า
เฮ้ย นี่มันผ่านมาตั้ง 6 เดือนแล้วนี่หว่า เหลือเวลาอีกไม่เท่าไรอีกแล้ว ชีวิตเคาน์ดาวน์กลับมาอีกครั้ง
วันก่อนได้รับเมลจากเพื่อนเรื่อง “อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน..แล้วนะ” เรื่องของน้าเนก ที่หลายๆ คนน่าจะเคยไปรับกันหลายรอบแล้ว
“บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น
แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเอง เหลืออยู่แต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน…ทุกวัน
บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวันๆ ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่
งอนการกุศล ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ…ไอ้บ้า
และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม “ฆ่าเวลา” ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย
บอกตรงๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด ที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี
อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน..แล้วนะ
ลองคิดแบบนี้บ้าง ใช่แล้ว…เราจะเกิดความเสียดาย เพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านที่เรายังไม่ได้ทำ
ตายได้ไง [...]
อะดอฟ ฮิตเลอร์ (Adolph Hitler, 1898-1945) ผู้นำพรรคนาซีเริ่มแผนรณรงค์ต่อต้านคนยิวอย่างเป็นระบบ เริ่มด้วยการนิยามคำว่า “คนยิว” ขึ้นมาและมีการออกกฎหมายและคำสั่งต่อต้านคนยิวโดยเฉพาะ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อะดอฟ ฮิตเลอร์ ได้เริ่มเคลื่อนย้ายชาวยิวไปรวมกันอยู่ในเขตที่เรียกว่า “ghetto” (เก็ตโต้) มีการสร้างกำแพงและล้อมรั้วลวดหนามแน่นหนา ถูกจำกัดสิทธิ์ในทุกด้าน สินค้าที่ผ่านตลาดมืดเข้ามาในเขตกักกันมีราคาสูงลิบลิ่ว ต่อมาจะถูกย้ายไปที่ “death camp” หรือ “ค่ายมรณะ” เป็นค่ายที่ถูกสร้างขึ้นบนแผ่นดินประเทศโปแลนด์ในระหว่างถูกยึดครอง
มีห้องที่ทำขึ้นพิเศษสำหรับรมแก๊สพิษเพื่อการสังหาร โดยที่เหยื่อจะไม่ทราบล่วงหน้าเลย ทหารนาซีจะนำตัวผู้ถูกกักกันไปยังห้อง ที่มีลักษณะคล้ายห้องอาบน้ำรวม มีฝักบัวติดไว้ให้อาบ ทุกคนจะได้รับแจ้งว่ากำลังจะถูกทำการชำระล้างเพื่อฆ่าเชื้อโรค หลังจากเสียชีวิตจากแก๊สพิษหมดแล้ว ศพจึงถูกนำไปกองเผาในโรงเผาอีกทีหนี่ง (คลิ๊กเพื่อดูรูป) คนยิวที่ยังเหลืออยู่ภายนอก มักจะมองปล่องควันไฟเหล่านี้ด้วยความสงสัยผสมกับความกลัว โดยที่ไม่ทราบถึงความตายที่กำลังรออยู่นี้ (ฉากหนึ่งในเรื่อง Schindler’s List และตอนจบของเรื่อง The boy in the striped pyjamas)
จำนวนที่แน่นอนของผู้ที่เสียชีวิต จากน้ำมือของนาซีอาจจะไม่มีใครล่วงรู้ แต่เชื่อว่ามีจำนวนผู้เคราะห์ร้าย ดังนี้
5-6 ล้านคน เป็นชาวยิว ซึ่งประกอบด้วยชาวโปแลนด์ที่เป็นยิว 3 ล้านคน
1.8-1.9 ล้านคน เป็นชาวคริสเตียนและผู้คนที่ไม่ใช่ชาวยิว แต่ต่อต้านพรรคนาซีและถูกนาซียึดครอง
200,000-800,000 [...]
จากกระทู้หนึ่งในพันทิบ ทำไมนาซีถึงต้องฆ่าชาวยิว อยู่เยอรมันมาก็หลายปี แต่ก็ใช่ว่าจะรู้รายละเอียดเรื่องนี้จริงๆ จังๆ รู้เพียงว่าฮิตเลอร์ ไม่ชอบคนยิว แต่แค่นั้นคงไม่ใช่สาเหตุที่จะทำให้เขาสั่งฆ่าคนหลายล้านคนได้อย่าง หน้าตาเฉย มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ….
ยิวเป็นชนที่ไม่มีแผ่นดินแต่ไหนแต่ไรแล้ว เป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่แถบชายแดนของปาเลสไตล์ เมื่อประชากรยิวเพิ่มมากขึ้น จนเกิดปัญหาเรื่องที่อยู่ บางประเทศจึงโอบอุ้มเข้าไปในประเทศ และประเทศที่รับเข้าไปเยอะที่สุดคือ เยอรมัน หลายสิบปีผ่านไปยิวเพิ่มจำนวนขึ้นนับสิบล้านคน แต่นั่นก็ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ยิวต้องการที่จะหาประเทศเป็นของตัวเอง ในตอนนั้นเป้าหมายก็คือเยอรมัน ยิวได้แทรกซึมไปอยู่ทั่วเยอรมัน ที่เหลือก็แค่ทำให้เยอรมันล่มสลาย
คนยิวมีความฉลาดหลักแหลม พวกเขาเริ่มจากการฟิตเด็กของยิวทุกคนให้เรียนเก่ง ใช้มาตรการเข้มงวดมาก ถ้าใครสอบตกคือตาย เฝ้าปลูกฝังความคิดล้มล้างประเทศเยอรมัน เมื่อเด็กโตขึ้น ก็ส่งเข้าไปทำงานในทุกธุรกิจของเยอรมัน แล้วทำการซื้อหุ้น ที่ดิน และกิจการรัฐ โดยเฉพาะธุรกิจรถยนต์ ซึ่งตอนนั้น เยอรมันเป็นผู้ผลิตรายแรกที่ส่งรถยนต์ออกขาย นานเข้ายิวทำเกือบสำเร็จ ทุกธุรกิจมียิวเป็นเจ้าของ ยกเว้นทางด้านการทหาร แต่เมื่อนายพล อะดอฟ ฮิตเลอร์ รู้เข้าถึงแผนนี้ของชาวยิว ที่ตัวเขาเองก็แทบจะไม่เคยสังเกตเลยว่า เยอรมันกำลังโดนกลืนเกือบจะหมดแล้ว เมื่อเยอรมันล่วงรู้ถึงแผ่นการนี้แล้วมีหรือที่ มหาอำนาจอย่างเยอรมันจะอยู่นิ่งเฉย เล่นโดนชนกลุ่มน้อยอย่างยิวเหยียบหน้าแบบไม่รู้ตัวแบบนี้ และแล้วการล้างเผ่าพันธ์ยิวก็เกิดขึ้น แบบว่าอยู่ในประเทศให้เค้าฆ่าเลย ใครก็ช่วยไม่ได้ เพียง 2 ปี ประชากรยิวนับสิบๆล้าน เหลือเพียงไม่กี่แสน จำนวนนั้นก็อพยพออกนอกประเทศ [...]
คงจะจริง ที่ใครๆ บอกว่าบอลคู่เยอรมันกับอังกฤษคู่นี้ จะเป็นเป็นคู่หยุดโลก
เพราะช่วงแข่งทั้งครึ่งแรก ครึ่งหลัง เสียงรถในหมู่บ้าน เงียบ ได้ยินแต่เสียงเด็กน้อย เป่า วูวูเซล่า เล่นกัน
พร้อมกับเสียง เฮ และโห่ร้อง ดังมาเป็นระยะๆ ตอนที่เยอรมันได้ประตู คึกคักดี
ไม่อยากเขียนอะไรเยอะ แค่มาอัพเดทบอกว่า บอลเยอรมันชนะอังกฤษไป 4-1 แต้มห่างใช่เล่น
แล้วก็บับบาย อังกฤษ เจอกันใหม่ ยูโรเปี่ยนคัพ (ถ้าไม่ตกรอบอีก อ่ะน่ะ)
อยากให้อ่านเรื่องนี้ด้วย
โพสย้อนเวลา…เดินเที่ยวผ่านความหนาวที่เบอร์ลิน (0)
แรกสัมผัสกำแพงเบอร์ลิน East Side Gallery (1)
เอ๊า Prost! อยู่เยอรมันก็ต้องเล่าเรื่องเบียร์ (0)
เตรียมตัวไปเที่ยวอังกฤษกัน (เที่ยวอีกแล้ว) (1)
อีกครั้งที่เบอร์ลิน Bundestag, Sony [...]
“Ich war noch niemals in New York, ich war noch niemals auf Hawaii,”
ได้ยินบ่อยมากในช่อง MTV ฟังจนจำท่อนนี้ของเพลงได้ขึ้นใจ จนเกิดความสงสัยว่าเพลงนี้มันชื่อเพลงอะไร พอนั่งฟังและอ่านอย่างตั้งใจ ก็เลยรู้ว่ามันชื่อเพลง Ich War Noch Niemals In New York นี้เอง แปลว่า ฉันไม่เคยไป New York แล้วยังงัยเหรอ? จดไว้ค่ะ แล้วมาหารายละเอียดใน google เลยรู้ว่า เพลงนี้เป็นเพลงใน Musical ชื่อดังของเยอรมัน ที่มีชื่อเดียวกับเพลงนั้นแหละ “Ich War Noch Niemals In New York” ละครเพลงเรื่องนี้มีการแสดงกันมาเรื่อยๆ ตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ก็ยังเปิดการแสดงอยู่ที่ Hamburg >>>Link
เนื่องจากเป็นเพลงหนึ่งในทั้งหทด 20 เพลงในการแสดง เนื้อหาของเพลงเป็นตอนที่ตัวเอกของเรื่อง เดินออกมาจากบ้านเพื่อสูบบหรี่ หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ แล้วคิดถึงชีวิตตัวเองว่า เขาอยากไปนิวยอร์คแต่ยังไม่เคยไปเลย ไม่ไเคยไปฮาวายและซานฟรานซิสโก ตอนนี้เขามี passport eurocheck และเงินอยู่ ที่จริงจะไปขึ้นเครื่องแล้วบินไปเลยก็ได้น่ะ เล่าๆ เหมือนคิดเล่นอยู่คนเดียว พอกลับเขาบ้าน เมียเขาก็ถามว่า มีอะไรหรือ เขาก็บอกว่า ไม่มีอะไร….(แค่เนี๊ยะ)
เนื้อหาเพลงมันไม่มีอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่ว่าเพลงนี้ฟังแล้วติดหูดี โดยเวอชั่นที่เราฟังอยู่เป็นการเอามาร้องใหม่ของวง SPORTFREUNDE STILLER แต่เจ้าของเดิมที่ร้องคือ Udo Jürgens แต่ในเพลงนี้เขาก็ได้มาแจมด้วยหนึ่งท่อนค่ะ เอามาฝากให้นั่งฟังกันเพลินๆ ค่ะ….enjoy!
>>>อ่าน “Ich War Noch Niemals In New York” ต่อที่นี่
อยากให้อ่านเรื่องนี้ด้วย
รู้สึกว่าบล๊อกนี้จะอยากเขียนเป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่าชอบ แต่จริงๆ ก็ชอบน่ะ ^_^
หลังจากมาอยู่ที่เยอรมัน เจ้าของเวปก็ได้แปลงสภาพตัวเองเป็น “ลำยอง” ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่สามารถปฏิเสธการชวนดื่มเบียร์ของใครได้เลย แถมเหมือนว่าจะมีแรงดึงดูดให้เข้าไปลิ่มลองตลอดเวลา เหมือนกลัวว่ากลับไปตูจะหาเบียร์อย่างนี้กินไม่ได้แล้ว จริงๆ มันคงเป็นอุปทาน ว่าเรามาอยู่เมืองเบียร์ เราก็ต้องดื่มเบียร์ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อให้รู้ว่า รสชาติของเบียร์ที่นี่ดีอย่างไร ในส่วนหมวดหมู่นี้ จะเก็บไว้แนะนำเบียร์ดีๆ เบียร์แปลกๆ ที่เคยได้ชิม แล้วเอามาเล่าสู่กันฟังแล้วกันน่ะค่ะ ต้องค่อยๆ ดื่ม ค่อยๆ เล่า เดี๋ยวจะเมา เล่าไม่รู้เรื่อง เอาว่าเริ่มที่ประวัติเล็กๆ น้อยๆ ของเบียร์เยอรมันกันก่อนดีกว่า ข้อมูลเรื่องนี้นอกจากที่จำได้จากประสบการณ์ไปเยี่ยมโรงงานผลิตเบียร์ Beck’s ที่เมือง Bremen แล้ว ก็ต้องขอบคุณข้อมูลจากเวป http://www.biolawcom.de และ www.germanbeerinstitute.com น่ะค่ะ ปัจจุบัน ทั่วทั้งประเทศเยอรมัน มีโรงเบียร์ไม่ต่ำกว่า 1,200 โรง และมีเบียร์รวม ๆ กันแล้วไม่ ต่ำกว่า 5,000 ยี่ห้อ โดยเบียร์เหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของการผลิต โดยที่แต่ละเมือง ไม่ว่าจะเมืองเล็กเมืองเมืองน้อย ก็จะมีเบียร์เป็นยี่ห้อประจำเมืองของตัวเอง (อย่าง Rostock ก็จะมี Rostocker จะเอามาโชว์น่ะ) สำหรับประเทศเยอรมัน “เบียร์” (Bier หรือ Gerstensaft ก็แปลว่า เบียร์ เหมือนกัน ถ้าแปลตรงตัวมันคือ น้ำจากข้าวบาร์เลย์) เกิดขึ้นครั้งแรก ราว ๆ ปี ค.ศ. 736 ในปี ค.ศ. 766 >>>อ่าน “เอ๊า Prost! อยู่เยอรมันก็ต้องเล่าเรื่องเบียร์” ต่อที่นี่
อยากให้อ่านเรื่องนี้ด้วย