เรื่องเล่าเกี่ยวร้านอาหารและอาหารในอิตาลี เรามีเยอะเลย ทั้งเรื่องค่า service ที่จะคิดเพิ่มจากราคาอาหารไปอีก 10% แล้วถ้าเป็นคืนพิเศษ เช่น คืนปีใหม่ ที่ใครๆ ก็อยากไปฉลองกับครอบครัวแล้ว ค่า service จะแพงกว่าทุกคืน อาจเป็น 12-15% ของราคาอาหาร ซึ่งสำหรับเรามันแพงทีเดียว อาหารก็ตามสไตล์อิตาเลี่ยนค่ะ สปาเกตตี้ พิซซ่า สลัด สเต็ก แต่ที่ติดใจที่สุด เห็นจะเป็นบริกร เอ๊ย…กาแฟ ต้นตำรับจริงๆ แต่ขอเม้าท์ เรื่อง บริกรที่นี่ก่อน ว่าเขาหล๊อหล่อและเป็นกันเอง อาจเพราะเขารู้มั้งว่าเราแอบปลื้ม 555 กลับมาที่กาแฟค่ะ สำหรับ expresso ที่นี่ ครีม่า รสเข้มจริงๆ ถ้วยน้อยแต่ทำให้สดชื่นได้เลย
ตอนไปโคโมเลค หลังจากเดินเพื่อหาร้านที่ดูแล้วน่าจะถูกปากและถูกตังค์ เราก็ตัดสินใจเดินเข้าร้านอาหารร้านหนึ่ง ร้านเล็กๆ มองไปรอบๆ ไม่มีคนเลย แห่ะ…มันจะอร่อยมั้ยน่ะ พอเปิดดูราคาอาหาร ก็อย่างเคยราคา(แพง)ใช้ได้เลย ถ้าเลือกสั่งที่ถูก ซึ่งต่างกันไม่เท่าไร แต่อาหารอาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นสั่งอะไรก็ได้ที่เราอยากินมาเลยดีกว่า มองไปจนทั่วเมนู สปาเกตตี้ อีกแหละ…เลือกสปาเกตตี้ทะเลแล้วกัน [...]
วันที่สองในอิตาลี เราตื่นตั้งเช้ามืด นั่งแท็กซี่ ออกมาขึ้นรถไฟ เพื่อนเดินทางไป ปิซ่า ซึ่งใช้เวลา 4 ชั่วโมง จากมิลาน นั่งหลับพับกันอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไม่ถึงสักที รู้สึกว่าบนรถไฟมีเด็กๆ วัยรุ่นขึ้นกันเยอะมาก รู้สึกแก่ไปเลย หลังจากมาถึงปิซ่า ต้องนั่งรถบัสเข้าไปอีกสามสี่ป้าย ตอนแรกก็ออกมายืนงงๆ กันค่ะ ไม่รู้จะถามใคร แล้วเราก็เจอเหยื่อผู้โชคดี สาวชาวฟิลิปปินที่หน้าตาละม้ายคล้ายคนไทย เธอใจดีบอกสายรถบัสให้เรา
พอขึ้นไปบน เราแทบไม่ต้องดูทางเลย เพราะทุกคนบนรถเหมือนจะเดินทางไปที่ “หอเอนปิซ่า” กันทุกคน พอถึงหอเอนรถก็โล่งเลย คนลงกันหมด เมืองนี่เล็กๆ น่ารัก แต่นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ ร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกก็เยอะมาก ต้องเดินให้ทั่วก่อนน่ะค่ะ อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อ เพราะราคามันไม่เท่ากัน ทั้งที่ของเหมือนกันเด๊ะ
พบเจอคนไทยมาเที่ยวกันเยอะ คนจีน ญี่ปุ่น มากมาย เรียกได้ว่ามันไม่เหมือนอิตาลีซ่ะเลย ต่างคนโพสท่ากันสนุกสนาน กอดหอเอนบ้าง ยันเอาไว้บ้าง ซึ่งแบบท่ายอดฮิตที่ใครๆ ที่มาถึงก็ต้องขอท่านี้สักภาพ ทั้งที่ป้ายก็บอกว่าห้ามเดินรัดสนาม แต่คนก็ลงไปเดินถ่ายรูปกันเต็ม แล้วสักพักก็ต้องแตกฮือออกมา เพราะตำรวจมาค่ะ วิ่งกันแถบไม่ทัน
แดดวันนั้นร้อนค่อนข้างแรงค่ะ ถ่ายรูปสักพัก ก็ขอเดินเที่ยวในเมือง ถ้าเราเดินหลุดจากส่วนของรั่วปิซ่าแล้ว ร้านค้าและบ้านเมืองด้านนอกจะดูเงียบๆ [...]
หลังจากนั่งเครื่องหลับเมาขี้ตากันมา…เครื่องก็ลงจอดที่สนามบินมิลาโน ในวันนี้ท้องฟ้าอึ้มครึ้มเพราะหมอกหนาๆ ของหน้าหนาว ต้นไม้ที่ใบไม้ร่วงจนเกลี้ยง เรานั่งรถบัสเข้ามาในมิลาน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตึกรางที่ผ่านสมัยสงครามโลกมาหรือเปล่า เมืองมิลานเลยดูหดหู่ในความรู้สึกของเราเหลือเกิน หลังจากที่ลงที่ main station แล้วก็หาทางไปโรงแรมกัน ป้ายรถใต้ดินที่ดูสับสน เรายังงงๆ กับการหยอดเหรียญเพื่อซื้อตั๋วกันอยู่เลย แล้วก็มีชายคนหนึ่งเข้ามาช่วยซื้อตั๋ว เสร็จสรรพมันก็หยิบเอาเงินทอนที่ไหลออกมาจากตู้ แล้วเดินหนีไปหน้าตาเฉย….พร้อมกับความงุ่นงงของพวกเรา 4 คน ชักจะไม่น่าประทับใจซ่ะแล้ว อิตาลี!!!
หลังจากยืนงงและบ่นด่า ตาผู้ชายคนนั้นอยู่สักพักพวกเราก็ตั้งหน้าตั้งเดินทางไปหาโรงแรมเพื่อเช็คอิน แต่แม่เจ้า มันไม่ง่ายเลย พอเดินขึ้นมาจาก Metro เราก็เดินหมุนตัว 360 องศา เพื่อหาว่าทางที่เราจะเดินไปโรงแรมมันอยู่ตรงไหน หายากจริงๆ ให้ตาย ขอเตือนเลย เรื่องทางในมิลาน เพราะเท่าที่ไปมา สี่คืน ไม่มีคืนไหนที่ไม่หลง เดินหาโรงแรมกันไม่ค่อยจะเจอ อาถรรพ์มีจริง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ เดินหากัน สองชั่วโมง และแล้วก็เจอโรงแรมของเราสักที รีบเข้าเช็คอิน เพราะเราจะไปเที่ยวกันต่อ
ที่แรกเลยที่ต้องไป เมื่อมาถึงมิลานคือ ดูโอโม (Duomo) พอเดินขึ้นบรรไดรถใต้ดินขึ้นมาเห็น มันช่างอลังการจริงๆ ลานกว้างๆ และตึกห้างร้านที่อยู่รายรอบ ดูโอโมดูใหญ่โตค่ะ เสียอย่างด้วยที่มีพวกผิวดำมาเดินขายอาหารนก อย่าไปรับมาง่ายๆ [...]
………………..