Tackle the Web with up to 5 new .COMs, $5.99 for the 1st year!

.

.

Page Rank

Creative Commons License

เอ๊า Prost! อยู่เยอรมันก็ต้องเล่าเรื่องเบียร์

รู้สึกว่าบล๊อกนี้จะอยากเขียนเป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่าชอบ  แต่จริงๆ ก็ชอบน่ะ ^_^ หลังจากมาอยู่ที่ เจ้าของเวปก็ได้แปลงสภาพตัวเองเป็น “ลำยอง” ไปเรียบร้อยแล้ว  ไม่สามารถปฏิเสธการชวนดื่มเบียร์ของใครได้เลย  แถมเหมือนว่าจะมีแรงดึงดูดให้เข้าไปลิ่มลองตลอดเวลา  เหมือนกลัวว่ากลับไปตูจะหาเบียร์อย่างนี้กินไม่ได้แล้ว จริงๆ มันคงเป็นอุปทาน ว่าเรามาอยู่ เราก็ต้องดื่มเบียร์  อย่างน้อยๆ ก็เพื่อให้รู้ว่า รสชาติของเบียร์ที่นี่ดีอย่างไร ในส่วนหมวดหมู่นี้ จะเก็บไว้แนะนำเบียร์ดีๆ  เบียร์แปลกๆ ที่เคยได้ชิม  แล้วเอามาเล่าสู่กันฟังแล้วกันน่ะค่ะ ต้องค่อยๆ ดื่ม ค่อยๆ เล่า  เดี๋ยวจะเมา  เล่าไม่รู้เรื่อง เอาว่าเริ่มที่ประวัติเล็กๆ น้อยๆ ของเบียร์เยอรมันกันก่อนดีกว่า  ข้อมูลเรื่องนี้นอกจากที่จำได้จากประสบการณ์ไปเยี่ยมโรงงานผลิตเบียร์ Beck’s ที่เมือง  Bremen แล้ว ก็ต้องขอบคุณข้อมูลจากเวป http://www.biolawcom.de และ www.germanbeerinstitute.com น่ะค่ะ  ปัจจุบัน ทั่วทั้งประเทศเยอรมัน มีโรงเบียร์ไม่ต่ำกว่า 1,200 โรง และมีเบียร์รวม ๆ กันแล้วไม่ ต่ำกว่า 5,000 ยี่ห้อ โดยเบียร์เหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของการผลิต โดยที่แต่ละเมือง ไม่ว่าจะเมืองเล็กเมืองเมืองน้อย ก็จะมีเบียร์เป็นยี่ห้อประจำเมืองของตัวเอง  (อย่าง Rostock ก็จะมี Rostocker จะเอามาโชว์น่ะ)  สำหรับประเทศเยอรมัน “” (Bier หรือ Gerstensaft ก็แปลว่า เหมือนกัน ถ้าแปลตรงตัวมันคือ น้ำจากข้าวบาร์เลย์) เกิดขึ้นครั้งแรก ราว ๆ ปี ค.ศ. 736 ในปี ค.ศ. 766 >>>อ่าน “เอ๊า Prost! อยู่เยอรมันก็ต้องเล่าเรื่องเบียร์” ต่อที่นี่

อยากให้อ่านเรื่องนี้ด้วย

อิตาเลี่ยนสไตล์ จานนี่มันทั้งเลี่ยนจริงๆ

เรื่องเล่าเกี่ยวร้านอาหารและอาหารในอิตาลี เรามีเยอะเลย ทั้งเรื่องค่า service ที่จะคิดเพิ่มจากราคาอาหารไปอีก 10% แล้วถ้าเป็นคืนพิเศษ เช่น คืนปีใหม่ ที่ใครๆ ก็อยากไปฉลองกับครอบครัวแล้ว  ค่า service จะแพงกว่าทุกคืน อาจเป็น 12-15% ของราคาอาหาร ซึ่งสำหรับเรามันแพงทีเดียว อาหารก็ตามสไตล์อิตาเลี่ยนค่ะ สปาเกตตี้ พิซซ่า สลัด สเต็ก  แต่ที่ติดใจที่สุด เห็นจะเป็นบริกร เอ๊ย… ต้นตำรับจริงๆ แต่ขอเม้าท์ เรื่อง บริกรที่นี่ก่อน ว่าเขาหล๊อหล่อและเป็นกันเอง อาจเพราะเขารู้มั้งว่าเราแอบปลื้ม 555 กลับมาที่กาแฟค่ะ สำหรับ expresso ที่นี่  ครีม่า รสเข้มจริงๆ ถ้วยน้อยแต่ทำให้สดชื่นได้เลย

ตอนไปโคโมเลค หลังจากเดินเพื่อหาร้านที่ดูแล้วน่าจะถูกปากและถูกตังค์ เราก็ตัดสินใจเดินเข้าร้านอาหารร้านหนึ่ง ร้านเล็กๆ มองไปรอบๆ ไม่มีคนเลย แห่ะ…มันจะอร่อยมั้ยน่ะ  พอเปิดดูราคาอาหาร ก็อย่างเคยราคา(แพง)ใช้ได้เลย ถ้าเลือกสั่งที่ถูก ซึ่งต่างกันไม่เท่าไร แต่อาหารอาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นสั่งอะไรก็ได้ที่เราอยากินมาเลยดีกว่า มองไปจนทั่วเมนู สปาเกตตี้ อีกแหละ…เลือกสปาเกตตี้ทะเลแล้วกัน แล้วหน้าตาก็อย่างที่เห็นค่ะ น่ากินมั้ยค่ะ คำแรกที่ทานเราว่ามันก็อร่อยดีน่ะ มีกลิ่นของบาสิลิคุม แล้วก็เครื่องเทศอะไรไม่รู้มากมาย อร่อยดี แต่พอทานไปหลายๆ คำมันก็เลี่ยนน่ะ  อยากหาอะไรรสชาติเอเชียนกินบ้าง ถูกปาก ถูกตังค์ 555  แต่มาถึงอิตาลีก็ต้องลองกันนิดหนึ่ง >>>อ่าน “อิตาเลี่ยนสไตล์ จานนี่มันเลี่ยนจริงๆ” ต่อที่นี่

อยากให้อ่านเรื่องนี้ด้วย

อิตาลี Pisa เมืองเล็กๆ ที่น่านั่งจิบกาแฟ

วันที่สองในอิตาลี เราตื่นตั้งเช้ามืด นั่งแท็กซี่ ออกมาขึ้นรถไฟ เพื่อนเดินทางไป ปิซ่า ซึ่งใช้เวลา 4 ชั่วโมง จากมิลาน นั่งหลับพับกันอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไม่ถึงสักที  รู้สึกว่าบนรถไฟมีเด็กๆ วัยรุ่นขึ้นกันเยอะมาก รู้สึกแก่ไปเลย หลังจากมาถึงปิซ่า ต้องนั่งรถบัสเข้าไปอีกสามสี่ป้าย ตอนแรกก็ออกมายืนงงๆ กันค่ะ ไม่รู้จะถามใคร แล้วเราก็เจอเหยื่อผู้โชคดี  สาวชาวฟิลิปปินที่หน้าตาละม้ายคล้ายคนไทย เธอใจดีบอกสายรถบัสให้เรา

พอขึ้นไปบน เราแทบไม่ต้องดูทางเลย เพราะทุกคนบนรถเหมือนจะเดินทางไปที่ “หอเอนปิซ่า” กันทุกคน  พอถึงหอเอนรถก็โล่งเลย คนลงกันหมด  เมืองนี่เล็กๆ น่ารัก  แต่นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ  ร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกก็เยอะมาก  ต้องเดินให้ทั่วก่อนน่ะค่ะ  อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อ เพราะราคามันไม่เท่ากัน ทั้งที่ของเหมือนกันเด๊ะ

พบเจอคนไทยมาเที่ยวกันเยอะ คนจีน ญี่ปุ่น มากมาย  เรียกได้ว่ามันไม่เหมือนอิตาลีซ่ะเลย ต่างคนโพสท่ากันสนุกสนาน  กอดหอเอนบ้าง  ยันเอาไว้บ้าง  ซึ่งแบบท่ายอดฮิตที่ใครๆ ที่มาถึงก็ต้องขอท่านี้สักภาพ  ทั้งที่ป้ายก็บอกว่าห้ามเดินรัดสนาม  แต่คนก็ลงไปเดินถ่ายรูปกันเต็ม   แล้วสักพักก็ต้องแตกฮือออกมา เพราะตำรวจมาค่ะ  วิ่งกันแถบไม่ทัน

แดดวันนั้นร้อนค่อนข้างแรงค่ะ  ถ่ายรูปสักพัก ก็ขอเดินเที่ยวในเมือง  ถ้าเราเดินหลุดจากส่วนของรั่วปิซ่าแล้ว  ร้านค้าและบ้านเมืองด้านนอกจะดูเงียบๆ เป็นวิถีแบบชาวอิตาลีจริงๆ  [...]