เสียงปลุกจากมือถือที่ตั้งไว้ให้ปลุกทุกวันเมื่อเวลา 5.20 น. ถูกปิดลง พร้อมกับความงั่วเงียสุดๆ ของฉัน ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันลุกไม่ไหวจริงๆ เมื่อคืนฉันนอนเกือบตีหนึ่ง ขอฉันนอนต่ออีกนิดน่ะ พลันสติก็ดับวูบลงอีกครั้ง…..
ฉันลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ฉันยืนอยู่ในสถานีที่ไม่คุ้นตา ที่นี่มันที่ไหนกัน พยายามสังเกตุทุกอย่างรอบตัว ด้านหน้ามองออกไปเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขาและโอบล้อมไปด้วยภูเขา ด้านหลังที่ยืนอยู่ มีคูเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยมีน้ำเต็ม แต่ตอนนี้มันได้แห้งเหือดไปหมดแล้ว เหลือให้เห็นเพียงบันได ที่เราสามารถเดินลงไปด้านล่างและขึ้นผ่านไปอีกฝั่งได้ อีกฝั่งของคูเมืองมีวิหารขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างด้วยศิลปะแบบกรีกโบราณ เสาต้นใหญ่ที่เรียงหลายอยู่นั้น ทำให้ฉันนึกไปว่า ที่นี่ต้องเป็นที่ไหนสักแห่งในยุโรป แต่ตอนนั้นฉันนึกไม่ออกจริงๆ ว่าเป็นที่ไหน
มองไปรอบๆ พอจะมีใครที่ฉันไปพูดคุยได้บ้างไหม อยากถามเหลือเกินว่าที่นี่มันที่ไหนกัน แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ฉันสังเกตท่าทางของคนที่เดินผ่านไปมา ยิ้มแย้มดี เขายิ้มให้ฉันเหมือนว่าเรารู้จักกันแต่ฉันจำไม่ได้ ฉันลองเดินไปรอบบริเวณนั้นเพื่อสำรวจ เผื่อว่าจะนึกอะไรออกบ้าง แล้วฉันก็เจอ คนที่เข้ามาทักฉันเหมือนว่าเรารู้จักกันมาแสนนาน หนึ่งคนเป็นหญิงที่ดูสวยสง่า ตัวเล็ก และอีกสองเป็นชายที่หน้าตาหล่อเหล่า ร่างกายกำยำแบบฝรั่งยุโรป ทั้ง 3 คนนี้คือใครฉันพยายามนึก แต่ก็ยังนึกไม่ออก
พลันภาพทุกอย่างก็ถูกเปลี่ยนไป โดยที่ตัวฉันเหมือนถูกมนต์สะกดให้ยืนอยู่นิ่งๆ แล้วภาพฉากทุกอย่างเปลี่ยนไป ที่ฉันลืมตามาเจออีกครั้ง ฉันกลับมายืนตรงจุดเดิม นี่มันอะไรกัน????
ฉันลองเดินลงไปตามบันไดคูเมือง เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร ไปไหนก็ไม่ได้ เมื่อมาถึงด้านล่าง ฉันเงยหน้าขึ้นมองไปที่ด้านบน ณ จุดที่ฉันเพิ่งเดินลงมา ด้านบนดูเหมือนจะมีลมพัดอย่างรุนแรงทั้งที่เมื่อครู่นิ่งสนิท ฉันเห็นข้าวของและสรรพสิ่งปลิ้วว่อนไปหมดบนนั้น นึกในใจว่า ดีน่ะที่เราเดินลงมาข้างล่างก่อน ไม่งั้นต้องดดนหอบไปกับลมแน่เลย เสียงผู้คนกรี๊ดร้องอยู่ด้านบน พอจะทำให้ฉันจินตนาการถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นด้านบนได้ ตรงนี้ดูจะไม่ปลอดภัยกับเราซ่ะแล้ว ฉันมองไปที่อีกด้านของบันได มีทางเชื่อมไปที่วิหารใหญ่โดยที่เราไม่ต้องขึ้นไปด้านบน ที่นั้นน่าจะปลอดภัยกว่านี้ ลองเดินขึ้นไป จริงอย่างที่จินตนาการไว้ ลมพายุที่พัดอยู่ด้านบนรุนแรงมาก เพียงแค่เราพลาดยื่นตัวออกไปเพียงนิด ลมพายุนั้นก็สามารถหอบเราลอยออกไปเหมือนสิ่งของที่ไม่มีน้ำหนักได้ แล้วฉันจะเดินผ่านช่องระหว่างเสาของวิหารไปได้อย่างไร รู้สึกกลัวมาก เหนื่อยและล้า อย่างบอกไม่ถูก แล้วพลันก็มีคนเดินมาตบที่ไหล่ของฉัน เพื่อนผู้หญิงของฉันคนนั้นเอง เธอเข้ามาทักและถามว่าเป็นอย่างไร ฉันหันไปมองเธอ ความกลัวลดลง ดีใจที่อย่างน้อยก็ได้เจอคนที่รู้จัก ถึงแม้จะแค่แว้บเดียวก็ตาม ฉันกำลังจะเอ่ยปากบอกเล่าเรื่องราว แต่..เอ๊ะ…ลมพายุเมื่อกี้ มันหายไปไหน ทุกอย่างดูปกติ ไม่มีอะไรผิดปกติ นี้ฉันคิดไปเองเหรอ ก็เมื่อกี้มันมีลมพายุ น่ากลัวและรุนแรงมาก เธอมองฉันแบบงงๆ แล้วชี้ไปที่อีกฝั่งของคูเมือง บอกว่านั้นไงเพื่อนเรารออยู่ที่นั้น ไปหาเขากันเถอะ…. ฉันยังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็เดินตามเธอไป แล้วมาหยุดยืนที่ด้านล่างคูเมือง เมื่อกี้มันมีลมจริงๆน่ะ ขณะที่ยืนนิ่งนั้นฉันรู้สึกว่าง่วงนอนขึ้นมากอย่างกะทันหัน ทำไมฉันเหนื่อยจัง ฉันอยากนอนจังเลยตอนนี้ แล้วสติก็ดับวูบลง…
ปึ๊ง แก๊ก แก๊ก….เสียงรุ่นน้องที่พักห้องข้างๆ ปิดประตูห้องน้ำ ฉันลืมตา เงยหน้ามองนาฬิกาดิจิตอลที่ตั้งบนหัวนอน เอ้ยยย 6. 15 น. แล้ว โอ้ย บ้าจริง ฝันหรอเนี๊ยะ เหนื่อยชิปเปงเลย กะว่าจะนอนให้เต็มอิ่มดันมาฝันผจญภัยซ่ะได้ เหมือนไม่ได้นอนเลย ปลุกไปทำงานดีกว่า อรุณสวัสดิ์ วันจันทร์ เริ่มการผจญภัยกันอีกครั้ง
แต่ภาพของเมืองนั้นยังลอยอยู่ในหัว เมืองในหุบเขา วิหารและคูเมือง ฉันต้องหาให้ได้ว่ามันคือที่ไหน…
- – - – - – - – - – - – - -




ความฝันเป็นหนึ่งในการผจญภัยอันตื่นเต้น มันมักจะพาเราไปในที่ที่เราไม่เคยได้ไปมาก่อน เราชอบความฝันมากเลยโดยเฉพาะยิ่งเป็นความฝันที่หวานๆชวนจดจำยิ่งนัก